วันที่นำเข้าข้อมูล 16 ม.ค. 2567

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 20 ม.ค. 2569

| 7,803 view

 

  • ประเทศไทยกับสหราชอาณาจักรมีความสัมพันธ์กันมากว่า ๔๐๐ ปี โดยปรากฏหลักฐานการติดต่อกันเป็นครั้งแรกตามที่บริษัทอีสต์ อินเดีย (East Indian Company) ของอังกฤษได้เดินทางมาที่ประเทศสยามเมื่อปี ๒๑๕๕ ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยา และสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ ๑

  • การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในปี ๒๓๙๘ เมื่อครั้งที่มีการลงนามในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ระหว่างจักรวรรดิอังกฤษกับราชอาณาจักรสยาม (Treaty of Friendship and Commerce between the British Empire and the Kingdom of Siam) หรือที่เป็นรู้จักกันในนามสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๓๙๘ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ และสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย

  • จากนั้นสหราชอาณาจักรได้จัดตั้งสถานกงสุลขึ้นในประเทศไทย (สยาม) เมื่อปี ๒๓๙๙ และในปีถัดมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เชิญพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการไปถวายสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียที่ปราสาทวินด์เซอร์ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๔๐๐ ถือเป็นราชทูตไทยแห่งสหราชอาณาจักรคนแรก จากนั้น ฝ่ายไทยได้จัดตั้งสถานราชทูตสยาม (Siamese Legation) แห่งแรกที่กรุงลอนดอน เมื่อปี ๒๔๒๕ โดยมีหม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย ทรงดำรงตำแหน่งราชทูต

  • ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหราชอาณาจักรในภาพรวมดำเนินไปอย่างราบรื่นและใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่ระดับราชวงศ์ลงมา

  • ทั้งนี้ ไทยและสหราชอาณาจักรประกาศยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (strategic partnership) โดยทั้งสองฝ่ายได้ลงนามเอกสารแผนการความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-สหราชอาณาจักร (Thailand-UK Strategic Partnership Roadmap) ซึ่งเป็นแผนแม่บทของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การเกษตร การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม และความสัมพันธ์ระดับประชาชน ซึ่งครอบคลุมถึงการท่องเที่ยว การศึกษา และวัฒนธรรม ทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และพหุภาคี
    โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ (นายปานปรีย์ พหิทธานุกร และ Lord Cameron of Chipping Norton) เป็นผู้ลงนามในเอกสารดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๗ ในโอกาสที่ Lord Cameron เดินทางเยือนประเทศไทย

  • ไทยกับสหราชอาณาจักรเฉลิมฉลองวาระครบรอบ ๑๗๐ ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี ๒๕๖๘ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวาระดังกล่าวตลอดทั้งปี อาทิ การจัดงานเลี้ยงรับรองเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบความสัมพันธ์ฯ งานนิทรรศการภาพถ่าย “Siam through the Lens of John Thomson” การจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์ ๑๗๐ ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ฯ และงานนิทรรศการผ้าไทย "Chud Thai through the Ages: Weaving History, Craft, and Identity" โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ฯ เสด็จไปทรงเปิดงานและทรงนำเสนอฉลองพระองค์ ชุดไทยพระราชนิยมและชุดผ้าไทยต่าง ๆ ที่ทรงออกแบบ นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยได้จัดคอนเสิร์ตเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบความสัมพันธ์ฯ แสดงโดยวงดุริยางค์ราชนาวิกโยธินในสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ ๓ แห่งสหราชอาณาจักร (His Majesty King Charles’ Royal Marines) เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ ณ วชิราวุธวิทยาลัย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรด้วย

  • สำหรับกลไกในการดำเนินความสัมพันธ์ ปัจจุบัน ประเทศไทยและสหราชอาณาจักรมี “การหารือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-สหราชอาณาจักร” (Thailand - United Kingdom Strategic Dialogue) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีในภาพรวม ความร่วมมือระดับภูมิภาค รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นระดับโลกที่สองฝ่ายสนใจร่วมกัน โดยมีหัวหน้าคณะผู้แทนในระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ/ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ การหารือครั้งแรกมีขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ที่กรุงเทพฯ ส่วนการหารือครั้งล่าสุดเป็นการหารือฯ ครั้งที่ ๕ มีขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๘ ที่ประเทศไทย โดยมีนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และนางแคทเธอรีน เวสต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เครือจักรภพและการพัฒนาสหราชอาณาจักร (ด้านอินโด-แปซิฟิก) เป็นประธานร่วมของการหารือฯ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้จัดตั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-สหราชอาณาจักรเพื่อเป็นกลไกส่งเสริมการสร้างเครือข่ายรัฐสภาระหว่างกันด้วย

  • ในด้านความมั่นคง มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด โดยนอกจากความร่วมมือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ และด้านการศึกษาและฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรทหารชองไทย ทั้งสองประเทศยังมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ทั้งในประเด็นด้านความมั่นคงแบบดั้งเดิม ความร่วมมือด้านกิจการทางทะเล และความมั่นคงรูปแบบใหม่ อาทิ ความมั่นคงทางไซเบอร์ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม และการร่วมมือกันในรูปแบบการฝึกปฏิบัติการผสมทางทหารในนาม ‘Panther Gold’ และการฝึก ‘Cobra Gold’ (ซึ่งเป็นการฝึกแบบพหุภาคีที่มีประเทศเข้าร่วมและสังเกตการณ์จำนวนมาก ถือเป็นการฝึกร่วมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย) และเมื่อปี ๒๕๖๕ ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ (MoU on Defence Cooperation) เพื่อเป็นกรอบในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันต่อไป ทั้งในด้านการฝึกร่วมการหารือทวิภาคี และการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ

  • นอกจากความร่วมมือในระดับทวิภาคีแล้ว ไทยกับสหราชอาณาจักรยังมีความร่วมมือในระดับภูมิภาค ผ่านกรอบอาเซียน ตามที่สหราชอาณาจักรได้เข้าร่วมเป็นคู่เจรจาของอาเซียนเมื่อปี ๒๕๖๔ โดยอาเซียนและสหราชอาณาจักรได้รับรองเอกสาร ASEAN-UK Plan of Action (PoA) 2022-2026 ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับสหราชอาณาจักรเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๖๕ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินความร่วมมือระหว่างกัน และต่อมาในปี ๒๕๖๖ สหราชอาณาจักรได้ประกาศโครงการเพื่อดำเนินความร่วมมือกับอาเซียนภายใต้ POA ใน ๕ สาขา ได้แก่ (๑) การสนับสนุนการรวมตัวทางเศรษฐกิจ (๒) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (๓) สาธารณสุข โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และรักษาโรคติดต่อ (๔) วาระ Women, Peace, and Security (WPS) และ (๕) การศึกษาสำหรับสตรีและเด็กผู้หญิง ทั้งนี้ อาเซียนและสหราชอาณาจักรมีกำหนดเฉลิมฉลองวาระครบรอบ ๕ ปีของความสัมพันธ์ระหว่างกันในปี ๒๕๖๙