เอกอัครราชทูตพิษณุ สุวรรณะชฎ ได้เป็นวิทยากรร่วมกับนาย Tony Cotter เอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ในการเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ “The Global Rise of Thailand: Thailand Webinar” ซึ่งจัดโดยองค์กร Asia Matters ของไอร์แลนด์ จัดร่วมกับสายการบิน Turkish Airlines
วันที่นำเข้าข้อมูล 22 เม.ย. 2564
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 พ.ย. 2565
เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 64 เอกอัครราชทูตพิษณุ สุวรรณะชฎ ได้เป็นวิทยากรร่วมกับนาย Tony Cotter เอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ในการเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ “The Global Rise of Thailand: Thailand Webinar” ซึ่งจัดโดยองค์กร Asia Matters ของไอร์แลนด์ จัดร่วมกับสายการบิน Turkish Airlines

เอกอัครราชทูตไอร์แลนด์แสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยในการรับมือกับ COVID-19 ในระลอกนี้ และเห็นว่าไทยจะสามารถเดินหน้าเพื่อฟื้นฟูประเทศได้สำเร็จ ยิ่งกว่านั้น ไทยกับไอร์แลนด์สามารถต่อยอดขยายความเป็นหุ้นส่วนทั้งในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และสาธารณสุข ที่ก้าวหน้ามากอยู่แล้วให้เจริญขึ้นได้อีก และไอร์แลนด์ยังสามารถใช้ไทยเป็นฐานในการเชื่อมโยงสู่ภูมิภาคได้ด้วย
เอกอัครราชทูตพิษณุฯ ย้ำความมั่นใจว่าไทยจะสามารถฟื้นฟูประเทศให้กลับคืนสู่ภาวะปกติได้ โดยแม้จะเกิดการระบาดระลอกใหม่ที่อาจจะชะลอแผนการฟื้นฟูประเทศไปบ้าง แต่การลงทุนในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ยังคงเดินหน้าต่อไปตามแผน เพื่อสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพในประเทศและเชื่อมโยงกับภูมิภาค ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักธุรกิจและนักลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงไอร์แลนด์เพราะจะเป็นตัวช่วยให้การลงทุนมีความคุ้มค่า ได้ผลกำไร และมีตลาดที่กว้างขวางขึ้น

เอกอัครราชทูตพิษณุฯ ได้ชี้ให้เห็นทิศทางการปรับตัวด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยที่จะปรับตัวไปตามแนวโน้มสำคัญของโลก (Global Megatrends) ในยุคหลังโควิด 4 ประการ ได้แก่ (1) Derisk การลดความเสี่ยงและการเสริมความมั่นคงของมนุษย์ เช่นประเด็นความมั่นคงด้านอาหาร และการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับโรคระบาดใหม่ ๆ ไทยจึงพร้อมจะเป็นฐานการผลิตเวชภัณฑ์และวัคซีนแห่งใหม่ของโลกและการพัฒนาอาหารเพื่อประชากรโลก (2) Decentralisation การกระจายฐานการผลิตในห่วงโซ่การผลิตโลก (Global Supply Chain) ซึ่งไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตทุกสิ่งในห่วงโซ่ดังกล่าว โดยเฉพาะในสาขาการผลิตที่ไทยมีความชำนาญและกำลังต่อยอดให้สูงขึ้นทุกสาขา (3) Decarbonisation ได้แก่ การลดก๊าซเรือนกระจก/ส่งเสริมธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งไทยกำลังยกระดับตัวเองจากความชำนาญที่มี อาทิ จากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงปิโตรเลียมไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ฯลฯ และ (4) Digitalisation คือ การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตัลอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นแหล่งที่น่าสนใจสำหรับทุกธุรกิจที่ต้องอาศัยดิจิตัลเทคโนโลยี ดังนั้น โอกาสทางธุรกิจที่ไอร์แลนด์ควรให้ความสนใจในประเทศไทยเป็นพิเศษจึงได้แก่ ธุรกิจด้านสุขภาพ อุปกรณ์การแพทย์/สาธารณสุข อาหารยุคใหม่/อาหารสำหรับอนาคต รถยนต์ไฟฟ้า Fintech และที่สำคัญคือการปรับและเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรของไทยเพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคตผ่านการศึกษาและฝึกอบรมทุกรูปแบบ
นอกจากนั้น คณะวิทยากรชั้นนำจากไทยและไอร์แลนด์ ได้แก่
(1) Dr. Marian O'Sullivan, Director-General, Institute of Public Administration
(2) Ms. Anne Sinnott, Deputy President, Dublin City University
(3) Mr. Sebastiano, CEO (Asia) Synergy Flavours
(4) ดร.ลัษมณ อรรถาพิช รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
(5) น.ส.ฐนิตา ศิริทรัพย์ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือการลงทุนต่างประเทศ BOI กล่าวถึงความสำเร็จของความร่วมมือทั้งในด้านการศึกษา การพัฒนาขีดความสามารถบุคลากร และการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค ซึ่งมีศักยภาพที่จะต่อยอดได้อีกมากในอนาคต จึงขอเชิญชวญให้ภาคธุรกิจไอร์แลนด์พิจารณาลู่ทางความร่วมมือกับไทยในโอกาสแรก
Royal Thai Embassy, London